ปัจจุบันประเภทของ E-Commerce มีกี่ประเภทกันแน่?

การทำ E-Commerce หรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำธุรกิจการซื้อขายสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยมีขั้นตอนที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว และประหยัด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการสร้างรายได้มากมายในระยะเวลาอันสั้นให้กับผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องการเพิ่มช่องทางยอดขายบนตลาดออนไลน์นั่นเอง

ทั้งนี้ E-Commerce มีจุดเด่นไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการประหยัดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ โดยลดความสำคัญขององค์ประกอบของธุรกิจ เช่น อาคารที่ทำการ ห้องจัดแสดงสินค้า (show room) คลังสินค้า พนักงานขายและพนักงานให้บริการต้อนรับลูกค้า เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่สามารถเลี่ยงได้ด้วย ตลาด E-Commerce ที่เสมือนเป็นเครื่องมือที่จะช่วยลดอุปสรรคในการทำธุรกิจออนไลน์ของผู้ประกอบการ SMEs

สำหรับประเภทของ E-Commerce นั้น แบ่งได้หลากหลายประเภทตามประเภทของการใช้งานหรือสินค้าและบริการ โดยวันนี้จะแนะนำ E-Commerce 5 ประเภท ที่ผู้ประกอบการ SMEs ต้องรู้เพื่อสร้างความเข้าใจ E-Commerce ดังนี้

1. ผู้ประกอบการกับผู้บริโภค (Business to Consumer – B2C) คือ การค้าระหว่างผู้ค้าโดยตรงถึงลูกค้าซึ่งก็คือผู้บริโภค เช่น การขายหนังสือ ขายวีดีโอ ขายซีดีเพลง เป็นต้น

2. ผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการ (Business to Business – B2B) คือการค้าระหว่างผู้ค้ากับลูกค้าเช่นกัน แต่ในที่นี้ลูกค้าจะเป็นในรูปแบบของผู้ประกอบการ ซึ่งจะครอบคลุมถึงเรื่อง การขายส่ง การทำการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain Management) เป็นต้น ซึ่งจะมีความซับซ้อนในระดับต่างๆ กันไป

3. ผู้บริโภคกับผู้บริโภค (Consumer to Consumer – C2C) คือการติดต่อระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภคนั้นมีหลายรูปแบบและวัตถุประสงค์ เช่นเพื่อการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารในกลุ่มคนที่มีการบริโภคเหมือนกัน หรืออาจจะทำการแลกเปลี่ยนสินค้ากันเอง ขายของมือสอง เป็นต้น

4. ผู้ประกอบการกับภาครัฐ (Business to Government – B2G) คือการประกอบธุรกิจระหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐ ที่ใช้กันมากก็คือ ในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ หรือที่เรียกว่า e-Government Procurement ในประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แล้ว รัฐบาลจะทำการซื้อ/จัดจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนใหญ่เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เช่นการประกาศจัดจ้างของภาครัฐในเว็บไซต์ www.mahadthai.com

5. ภาครัฐกับประชาชน (Government to Consumer -G2C) ในที่นี้คงไม่ใช่วัตถุประสงค์เพื่อการค้า แต่จะเป็นเรื่องการบริการของภาครัฐผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

จะเห็นได้ว่า E-Commerce ไม่ใช่แค่ช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าและบริการ แต่ยังรวมไปถึง การนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการทางธุรกิจ เพื่อลดต้นทุน ลดการเสียเวลา เพื่อประสิทธิภาพและประโยชน์สูงในการดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบการ ผู้ค้าส่งและผู้บริโภค ซึ่งผู้ประกอบการ SMEs ต้องศึกษาหาความรู้ให้เกิดความเข้าใจอย่างชัดแจ้ง เพราะ E-Commerce เปรียบเสมือนดาบสองคมเช่นกัน เมื่อมีประโยชน์ก็ย่อมมีโทษตามมาด้วย ดังนั้น ผู้ประกอบการ SMEs ควรมีความรู้ในการใช้งานของแต่ละประเภทเพื่อให้ตอบโจทย์กับธุรกิจของเรามากที่สุด

 

อ้างอิงข้อมูลจาก : baanjomyut.com