การทำ E-commerce ดูคู่ค้าก็เป็นเรื่องที่สำคัญ

การเริ่มต้นทำธุรกิจ E-commerce เพื่อขายสินค้าบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเริ่มต้นการทำธุรกิจ หรือปรับเปลี่ยนจาก Offline มาเป็น Online แต่ที่สำคัญคุณต้องคำนึงถึง Business Model ของธุรกิจ หรือรูปแบบการขายต่างๆ และการเติบโตอย่างยั่งยืนในธุรกิจของคุณ

 

 

ดังนั้น คุณควรต้องเช็คความต้องการของคุณให้เหมาะสม เพื่อให้คุณได้เริ่มทำธุรกิจ E-commerce ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง โดยจะมี 4 หัวข้อให้เช็คโมเดลธุรกิจก่อนทำ E-commerce ครับ

1.คุณต้องการขายใคร ?

โดยหลักแล้วการทำธุรกิจ E-commerce จะมีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ ๆ อย่าง B2B และ B2C ส่วนสินค้าก็จะเป็นรูปแบบเดียวกัน แต่ลักษณะการขายจะแตกต่างกันจนทำให้เกิด Business Model ที่แตกต่างกันไปนั่นเอง

ธุรกิจแบบ B2B (Business to Business) คือการขายสินค้าระหว่างบริษัทกับบริษัทด้วยกัน

ข้อดี คือ การขายระหว่างบริษัท จะมีปริมาณการสั่งซื้อที่สูงกว่า จำนวนการสั่งซื้อในแต่ละรอบจะมากขึ้น ยิ่งในกรณีที่บริษัทคู่ค้ามีการเติบโตมากยิ่งขึ้น

ข้อเสีย คือ จำนวนบริษัทที่ค้าขายด้วยย่อมมีน้อยกว่าจำนวนผู้บริโภคที่ธุรกิจแบบ B2C รวมไปถึง ระยะเวลาในการปิดการขายจะยาวนานขึ้น เนื่องจากการซื้อขายในนามบริษัทจะมีผู้ตัดสินใจร่วมกันหลายฝ่าย รวมไปถึงเครดิตในการชำระเงิน อาจกินเวลาอย่างน้อย 30 ถึง 60 วันขึ้นไป

ธุรกิจแบบ B2C (Business to Consumer) คือการขายสินค้าโดยตรงกับผู้บริโภคที่ใช้สินค้านั้น ๆ ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบมากที่สุดของจำนวนธุรกิจทั้งหมด

ข้อดี คือ สามารถเก็บเงินจากผู้บริโภคได้ทันทีเพื่อแลกเปลี่ยนกับสินค้า หรือบริการของบริษัท

ข้อเสีย คือ มีจำนวนการสั่งซื้อต่อ 1 ใบเสร็จ ต่ำกว่าแบบ B2B จึงจำเป็นจะต้องอาศัยจำนวนการสั่งซื้อที่ค่อนข้างมาก และจะต้องมีระบบการจัดการกับข้อมูลของลูกค้าจำนวนมหาศาลอีกด้วย

 

2.คุณขายสินค้าประเภทใด ?

Physical Product คือ สินค้าที่จับต้องได้ ซึ่งเป็นที่นิยมในการค้าขายสำหรับ E-commerce มากที่สุด แต่ก็ยังมีความท้าทายในเรื่องของการสต็อคสินค้า การจัดเก็บสินค้า การส่งสินค้า และการรับประกันสินค้าในกรณีที่สินค้าเกิดความเสียหายในระหว่างการจัดส่ง

Digital Product คือ สินค้าประเภทดิจิตอล ที่สามารถให้ลูกค้าดาวน์โหลดสินค้าผ่านออนไลน์ได้ทันทีที่ชำระเงิน ข้อดี คือ ไม่ต้องสต็อคสินค้า สามารถทำซ้ำได้โดยแทบไม่มีต้นทุนอื่นๆ เพิ่มเติม รวมไปถึงไม่ต้องปวดหัวกับการจัดส่งสินค้าทางไปรษณีย์ แต่ก็ยังมีข้อเสีย คือ การละเมิดลิขสิทธิ์ หากไม่มีการป้องกันที่ดีพอก็จะเกิดขึ้นได้

Services คือ การขายการให้บริการทางออนไลน์ ยกตัวอย่างเช่น การให้คำปรึกษาออนไลน์, การรับทำเว็บไซต์, การรับจ้างเขียนบทความ ซึ่งข้อดีก็คือ ไม่จำเป็นที่จะต้องมีสินค้า เพียงใช้ความรู้ ความสามารถ ของบุคคลากรที่มีอยู่ ก็สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ในทันที แต่ข้อเสียก็คือ ธุรกิจประเภทนี้ จำเป็นที่จะต้องใช้บุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

 

3.คุณผลิตสินค้าวิธีการใด ?

ผลิตสินค้าด้วยตนเอง การผลิตสินค้าด้วยตนเองนั้น ข้อดีก็คือคุณสามารถควบคุมคุณภาพของแบรนด์ให้อยู่ในมาตรฐานที่ดีได้อย่างแม่นยำ แต่ก็ต้องอาศัยทักษะอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น บุคคลากรที่มีฝีมือในการผลิต ยิ่งเป็นสินค้าประเภทหัตถกรรม คุณต้องเจอกับปัญหาของกำลังผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น รวมไปถึงการจัดซื้อวัตถุดิบให้เพียงพอต่อการผลิตสินค้าอีกด้วย

หาโรงงานผู้ผลิตสินค้า เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่คุณสามารถหาโรงงานผู้ผลิตสินค้าแทนที่คุณจะต้องทำมันขึ้นมาเอง ซึ่งในปัจจุบันมีโรงงานที่มีทรัพยากรที่เพียบพร้อมในการผลิตสินค้า และตีแบรนด์ให้กับคุณพร้อมเสร็จสรรพ แต่คุณอาจจะต้องหาแหล่งผลิตสินค้าที่มีค่าแรงที่ต่ำกว่า เพื่อช่วยในการลดต้นทุนการผลิต

การซื้อสินค้าขายส่ง การซื้อสินค้าในราคาขายส่งนั้น เป็นรูปแบบที่ง่าย และรวดเร็ว เนื่องจากคุณสามารถติดต่อกับเจ้าของแบรนด์ หรือผู้ผลิตได้ทันที และสามารถซื้อในราคาที่ต่ำ และนำไปขายในราคาที่สูงกว่า ข้อดีก็คือ มีความเสี่ยงที่ต่ำกว่า เพราะคุณสามารถค้นคว้าและวิจัยสินค้าก่อนการซื้อได้ว่า มีความน่าเชื่อสูง มีการทำการตลาดที่ดี ส่วนข้อเสียก็คือ กำไรต่อหน่วยอาจไม่มากนัก และไม่มีแบรนด์เป็นของตนเอง

 

4.คุณจะแข่งขันในแบบใด ?

แข่งขันด้านราคา การแข่งขันในรูปแบบนี้ ไม่เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่มีเงินทุนน้อย เพราะคุณอาจจะต้องเผชิญกับคู่แข่งรายใหญ่ ที่มีเงินทุนเยอะ สายป่านยาว และท้ายที่สุดพวกเขาจะลดราคาต่ำจนกระทั่งคุณอยู่ไม่ได้ จากนั้นเจ้าตลาดก็จะกลับมาขายในราคาดังเดิม

แข่งขันในด้านคุณภาพสินค้า การแข่งขันด้านนี้จะทำให้คู่แข่งลดลงได้อย่างมหาศาล แต่อาจจะต้องแลกมาด้วยต้นทุนในการผลิตที่สูงขึ้น ระยะเวลาในการผลิตที่ยาวนานขึ้น ส่งผลให้มีราคาสินค้าสูง ซึ่งจำนวนในการสั่งซื้ออาจลดลง ยกตัวอย่างเช่น สมาร์ทโฟน ที่มีคุณภาพสูง ราคาสูง ดังนั้น จำนวนออเดอร์จะลดลง แต่จำนวนคู่แข่งก็ลดลงตามไปด้วย

การแข่งขันด้วยการมีตัวเลือกที่มากกว่า หากเปรียบเทียบร้านค้าเล็กๆ จะมีราคาที่ต่ำกว่า แต่ด้วยตัวเลือกที่น้อยกว่าเจ้าใหญ่ ผู้คนก็อาจจะเลือกอุดหนุนกับเจ้าที่มีตัวเลือกเยอะกว่า เพื่อสะดวกในการสั่งซื้อ และจัดส่งสินค้า แต่ความท้าทายก็คือ การจัดการกับจำนวนสินค้าที่มหาศาล อีกทั้งการจัดเก็บ การจัดส่ง การสต็อคสินค้า จะต้องทำได้อย่างดีเยี่ยม

การแข่งขันด้วยการเพิ่มมูลค่าทางใจ ภาพลักษณ์เกี่ยวกับสินค้า และการเล่าเรื่องที่ทำให้สินค้าธรรมดาๆ ชิ้นหนึ่ง กลายเป็นสินค้าที่มีคุณค่าทางจิตใจได้เป็นอย่างดี ดังนั้น ความท้าทายของการแข่งขันในรูปแบบนี้ก็คือ การทำการตลาดให้มีความโดดเด่น มีภาพลักษณ์ที่แตกต่างจากคู่แข่งของคุณนั่นเอง

แข่งขันด้วยการให้บริการที่เป็นเลิศ หากสามารถสร้างพื้นฐานการให้บริการที่ดีตั้งแต่แรก ก็จะเกิดการตลาดแบบปากต่อปาก ถึงผลิตภัณฑ์อาจไม่แตกต่างกันเลย แต่วัตผลด้วยการบริการที่ดีกว่า ซึ่งข้อดีก็คือ คุณก็สามารถขายสินค้าได้ในราคาที่สูงกว่าด้วย

และนี่คือชุดคำถาม ที่คุณจำเป็นที่จะต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้ ก่อนการเริ่มต้นทำธุรกิจ E-commerce ซึ่งมันจะช่วยให้คุณมีโอกาสในการประสบความสำเร็จที่เพิ่มขึ้น และนอกจากนั้นคุณยังจะรู้สึกสนุก และตื่นเต้น ไปกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์อีกด้วยครับ

 

อ้างอิงจากข้อมูล : stepstraining.co