รู้หรือไม่? ชื่อโดเมน ต้องสั้น จำง่าย ถึงจะตอบโจทย์ E-Commerce

ปฏิเสธไม่ได้เมื่อผู้ประกอบการ SMEs ที่เสริมต้นสร้างเว็บไซต์เป็นของตัวเอง ต้องทำการจด Domain name ซึ่งมีความสำคัญ เพราะเปรียบเสมือนชื่อของเจ้าของสินค้า หรือชื่อบริษัท เนื่องจากในโลกออนไลน์ ลูกค้าจะไม่จดจำชื่อเจ้าของสินค้าหรือชื่อบริษัท แต่จะใช้ Domainn name ในการเรียก และเข้าสู่หน้าเว็บไซต์นั่นเอง

 

ปัจจุบันการจด Domain name มีเทคนิคการจดที่หลากหลาย แต่เพื่อให้ผู้ประกอบการรู้จักความหมาย และความสำคัญของการจดทะเบียนโดเมนเนม (Domain name) รวมไปถึงเทคนิคในการตั้งชื่อโดเมนเนม เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ สำหรับการตั้งชื่อโดเมนเนมของ E-Commerce ของตนได้ ผู้ประกอบการจึงต้องมีความเข้าใจดังต่อไปนี้

 

1. ชื่อแสดงความเป็นธุรกิจ และ Keyword คือ สิ่งที่ลูกค้าต้องการจดจำ เช่น ชื่อสินค้าบริการ หรือชื่อธุรกิจ เพราะการมีชื่อที่แสดงความเป็นธุรกิจจะช่วยให้ลูกค้าเว็บไซต์จดจำได้ง่าย และมีโอกาส Click เลือกจากหน้า Search Engine ได้มากกว่าชื่อ Domain name ที่ไม่มีความเป็นธุรกิจ อย่างไรก็ตาม การใช้ชื่อ Domain name ลักษณะนี้มีข้อเสียคือ ไม่มีความแตกต่างที่เป็นเอกลักษณ์ ดังนั้น จึงสามารถถูกลอกเลียนแบบได้ง่าย ซึ่งผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของเว็บไซต์บางกลุ่มจึงควรหลีกเลี่ยงที่จะใช้ชื่อแสดงความเป็นธุรกิจแต่เพียงอย่างเดียวในการจด Domain name ครับ

 

2. สร้าง Brand แสดงความแตกต่างเป็นเอกลักษณ์ เจ้าของเว็บไซต์ที่หลีกเลี่ยงการจดชื่อ Domain name ที่แสดงความเป็นธุรกิจเพียงอย่างเดียว จะมาใช้ชื่อที่สร้าง Brand และแสดงความเป็นเอกลักษณ์ ในกรณีนี้ถ้าลูกค้าเว็บไซต์จดจำเอกลักษณ์ของชื่อ Domain name ได้ ก็จะมีโอกาสที่จะกลับมาที่เว็บไซต์นั้นๆ มากขึ้นด้วย

 

3. จดจำง่าย ออกเสียงง่าย สะกดง่าย หากสามารถตั้งชื่อ Domain name ให้สั้นได้มากที่สุด จะทำให้จดจำได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ตาม ชื่อ Domain name ที่ประกอบด้วยพยัญชนะภาษาอังกฤษ 2 หรือ 3 หรือ 4 ตัว และนามสกุล dot com ทางที่ดีเจ้าของเว็บไซต์ควรพิจารณา Domain name ที่มีชื่อ 5 ตัวขึ้นไป การสะกดชื่อควรเป็นมาตรฐานทั่วไปด้วย ถ้าชื่อถูกจดไปแล้วและเจ้าของเว็บไซต์ต้องการใช้ชื่อนั้นจริงๆ ต้องพิจารณาว่า ธุรกิจของตนตรงกับธุรกิจของชื่อที่จะใช้หรือเปล่า หากตรงกันหรือสะกดใกล้เคียงกัน ก็มีโอกาสที่จะทำให้ลูกค้าเข้าสู่เว็บไซต์ของผู้อื่นได้อย่างน่าเสียดาย อีกอย่างความไม่น่าเชื่อถือของ Domain name ที่เขียนผิดจากปกติก็มีส่วนทำให้คนไม่เข้าเว็บไซต์ของเราได้เหมือนกัน สำหรับการตั้งชื่อออกเสียงเป็นภาษาไทย ต้องระวังการเขียน ต้องเขียนให้ง่ายที่สุด ที่เน้นคือ เรื่องคำต้องสะกดที่ถูกต้อง และต้องจด Domain name ไว้หลายแบบ แม้แต่ตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษแต่ออกเสียงคล้ายกันก็ต้องระวังการสะกดด้วย

 

4. ไม่ copy เลียนแบบเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียง เพราะมีโอกาสโดนฟ้องร้องสูงมาก เนื่องจากทำธุรกิจเดียวกับเว็บไซต์หลักที่เกิดมาก่อน นอกจากนั้น ภาพลักษณ์ของ Domain name ที่เลียนแบบยังขาดความน่าเชื่อถืออีกด้วย

 

5. ไม่ยาวเกินไป แต่ถ้าหากจำเป็นต้องใช้ชื่อยาว ต้องคำนึงถึงเรื่องการจดจำได้ง่าย ชื่อเว็บไซต์แม้จะยาวแต่ประกอบด้วยคำภาษาอังกฤษที่จำง่ายก็สามารถทำให้คนจดจำได้ง่าย ซึ่งประกอบกันแล้วทำให้ชื่อยาว แต่เข้าใจง่ายก็ตอบโจทย์ได้เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม การประกอบคำยาวเกินไปก็ยังไม่นับว่าเป็นชื่อที่ดีนักในการค้นหานะครับ

 

6. ระวังเรื่อง – (Hyphen) หรือการเติม S หากต้องการจดชื่อที่มี S หรือใช้สัญลักษณ์ – ดังกล่าว ต้องพิจารณาว่า เว็บไซต์อื่นที่จดทะเบียนไปแล้ว และไม่มีสัญลักษณ์ทำธุรกิจเดียวกันกับเราหรือไม่ ถ้าใช่ มีโอกาสเกิดความสับสนแก่ลูกค้า ทางออกที่ดีคือ จด Domain name ทั้งที่มีและไม่มี s ไว้ด้วย ส่วนชื่อที่มี ( – ) เครื่องหมายขีด หรือเครื่องหมายลบ ไว้คั่นกลางหากไม่จำเป็นไม่ควรใช้ และต้องพิจารณาว่าเว็บไซต์ที่ใช้ชื่อแบบไม่มีเครื่องหมายขีด หรือเครื่องหมายลบนั้น เป็นธุรกิจเดียวกับเราในประเทศของเราหรือไม่ ถ้าใช่ ยิ่งไม่ควรใช้ชื่อที่มีอย่างยิ่ง

 

7. ชื่อแสดงความน่าเชื่อถือ ลูกค้าเว็บไซต์โดยเฉพาะด้านธุรกิจนั้น ย่อมต้องการความน่าเชื่อถือก่อนจะตัดสินใจทำธุรกรรมต่างๆ ด้วย ดังนั้น ไม่ตั้งชื่อที่แสดงความเป็นเล่นๆ ยกเว้นเป็นเว็บ Content หรือ Social ที่ต้องการภาพลักษณ์ที่สบายๆ ไม่ซีเรียสก็สามารถตั้งได้

 

8. ตั้งชื่อที่ไม่มีความหมายได้ หากชื่อนั้นจดจำง่ายและเจ้าของเว็บไซต์มีการทำตลาดอย่างต่อเนื่องได้ ตัวอย่างเว็บไซต์ต่างประเทศที่ชื่อไม่มีความหมายแต่ประสบความสำเร็จมากมาย เช่น Google, ebay เป็นต้น

 

เป็นอย่างไรบ้างครับ หลังจากได้ความรู้เรื่องการตั้งชื่อ Domain name ไปแล้ว การตั้งนามสกุลของเว็บไซต์ ก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน เพราะเว็บไซต์แต่ละสกุลนั้นมีความหมายหลากหลาย เพื่อบ่งบอกกิจกรรมของเว็บไซต์ว่าเกี่ยวข้องกับอะไร ซึ่งบางทีอาจจะไม่สามารถบ่งบอกได้ชัดเจนนัก เนื่องจากบางนามสกุลไม่ได้มีข้อบังคับชัดเจนว่าต้องใช้เพื่อกิจกรรมนั้นๆ เพียงอย่างเดียว แต่โดยหลักทั่วไปของการเลือกนามสกุลต่างๆ สามารถแบ่งได้คร่าว ๆ ดังนี้

 

  •     .com (.com = Commercial ) ใช้สำหรับเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับธุรกิจการค้า
  •     .net (.net = Network) ใช้สำหรับเว็บไซต์ขององค์กรใด หรือบริษัทใด ที่ทำงานเกี่ยวกับเครือข่าย หรือ Network
  •     .org (.org = Organization) ใช้สำหรับเว็บไซต์องค์กรที่ไม่หวังผลกำไร เช่น สมาคม หรือมูลนิธิ
  •     .biz (.biz = Business) ใช้สำหรับเว็บไซต์ขององค์กรที่เกี่ยวกับธุรกิจการค้า
  •     .info (.info  = Information) ใช้สำหรับเว็บไซต์ที่นำเสนอข้อมูลเป็นหลัก
  •     .edu (.edu = Education) ใช้สำหรับเว็บไซต์ของสถาบันการศึกษา
  •     .gov (.gov  = Government) ใช้สำหรับเว็บไซต์ของรัฐบาล
  •     .mil (.mil = Military) ใช้สำหรับหน่วยงานทางทหาร

 

สำหรับโดเมนรหัสประเทศนั้น แสดงให้เห็นว่า โดเมนนั้นเปิดทำการในประเทศใด เช่น .uk คือเว็บไซต์ของประเทศอังกฤษ .jp คือเว็บไซต์ของประเทศญี่ปุ่น สำหรับของไทย ใช้ .th ซึ่งยังมีรายละเอียดอีกมากมายให้เรียนรู้ และการจดทะเบียน Domain name จะมีค่าบริการรายปี ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ เมื่อจดทะเบียนแล้ว ผู้จดจะได้เป็นเจ้าของ Domain name และสามารถนำไปใช้กับเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นภายหลังได้อีกด้วย

นี่ก็คือทั้งหมดของความรู้เรื่อง Domain name ถ้าหากผู้ประกอยการ SMEs ที่อยากจะเป็นเจ้าของธุรกิจ E-Commerce การตั้งชื่อโดเมนก็มีความสำคัญไม่น้อยเลยนะครับ ลองเอาวิธีเหล่านี้ไปประกอบการทำธุรกิจของคุณ หวังว่าจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย

 

อ้างอิงข้อมูลจาก : thaiecommerce.org