3 เรื่องภาษีน่ารู้สำหรับผู้ประกอบการทำธุรกิจ E-Commerce

ด้วยความทันสมัยของเทคโนโลยีที่กว้างไกลที่ผู้คนสามารถติดต่อกันได้แค่เพียงปลายนิ้วสัมผัส อยากซื้ออะไรก็ซื้อ อยากได้ อยากกิน อยากเดินทาง ก็แค่เข้า Google แล้ว Search เรื่องที่สนใจ หรืออยากพบเจอติดต่อกับใครก็แค่แชทด้วยโปรแกรมไปหารวดเร็วในพริบตา ซึ่งเราสามารถจัดการสารพัดที่ใจต้องการได้ด้วยการสื่อสารบนออนไลน์นั่นเอง

 

สิ่งเหล่านี้กลายเป็นช่องทางในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการ SMEs หลายๆ คนที่เห็นความรวดเร็วของการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตที่สามารถสร้างยอดขายหากสามารถผลักดันสินค้าที่มีสู่ออนไลน์ได้หากปรับตัวตามโลกออนไลน์ได้รวดเร็วเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นหน้าร้านขายของออนไลน์ เปิดบริการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ต ใช้ Social Network เป็นตัวช่วยในการค้าขาย อย่าง Facebook  Instagram แถมยังมีบริการตอบคำถาม Hot Line อีกต่างหาก

แต่สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่เริ่มต้นทำธุรกิจ E-Commerce หรือกำลังสนใจที่จะเริ่มต้นธุรกิจ E-Commerce เชื่อว่าหลายคนกำลังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับภาษีใช่ไหมครับว่า การทำธุรกิจแบบนี้ เราจะต้องเสียภาษีแบบไหนอย่างไรบ้างกันบ้าง

ดังนั้น เรามาดูกันครับว่า ธุรกิจ E-Commerce ต้องเสียภาษีอย่างไร ซึ่งแยกออกเป็น 3 คำถาม ดังนี้ครับ

 

1. รายได้จากธุรกิจ E-Commerce ต้องเสียภาษีหรือไม่

ผู้ประกอบการ E-Commerce ที่ขายสินค้าหรือบริการผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ มีสิทธิและหน้าที่ในการเสียภาษีเช่นเดียวกับผู้ประกอบการอื่นๆ ครับ โดยต้องนำรายได้นั้นมารวมคำนวณยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ และมีหน้าที่จดทะเบียนเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามเงื่อนไขของกฎหมาย

 

2. จะต้องเสียภาษีประเภทไหนและอย่างไรบ้าง

สำหรับการเสียภาษี ผู้ประกอบการ SMEs ต้องตรวจสอบ 2 ส่วน ได้แก่ ตรวจสอบจากรูปแบบของธุรกิจและรายได้กัน โดยมีรายละเอียดเพื่อเพิ่มความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ดังนี้ครับ

      2.1 รูปแบบธุรกิจ หมายถึง ธุรกิจ E-Commerce ของเรานั้น อยู่ในรูปแบบของบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล

  • บุคคลธรรมดา จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามการคำนวณภาษีจากเงินได้สุทธิ และเงินได้พึงประเมิน ตามวิธีการคำนวณภาษีจากเงินได้สุทธิ (รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) และคำนวณภาษีด้วยอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบก้าวหน้า ซึ่งวิธีคำนวณภาษีจากเงินได้พึงประเมินนั้น คือ กรณีที่มีเงินได้ประเภทอื่นที่ไม่ใช่เงินเดือนจำนวนมากกว่า 60,000 บาท ให้นำยอดเงินได้คูณด้วย 0.005 และถ้าภาษีที่คำนวณได้ตามวีธีนี้ มีจำนวนไม่เกิน 5,000 บาท จะได้รับยกเว้นภาษี แต่ถ้าคำนวณได้ภาษีเกินกว่า 5,000 บาท ให้เปรียบเทียบต่อครับว่า ภาษีที่คำนวณได้จากทั้ง 2 วิธีนั้น วิธีไหนได้จำนวนภาษีสูงกว่า ให้เลือกเสียตามวิธีนั้นครับ
  • นิติบุคคล ถ้าเป็นรูปแบบนิติบุคคล (ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท ที่จดทะเบียนในประเทศไทย) จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยคำนวณตามเกณฑ์ที่เรียกว่า “กำไรสุทธิตามกฎหมายภาษีอากร” (ข้อกฎหมาย : มาตรา 65 ทวิ และ 65 ตรี แห่งประมวลรัษฏากร) ซึ่งสำหรับการเลือกเสียภาษีตามรูปแบบนี้นั้น จะมีเงื่อนไขที่ซับซ้อนในการคำนวณกำไรสุทธิ ซึ่งผมแนะนำให้หาผู้เชี่ยวชาญทางด้านบัญชีเป็นผู้ดูแลจะสะดวกกว่าครับ

         2.2 รายได้

เมื่อธุรกิจ E-Commerce ของผู้ประกอบการมีรายได้เกินกว่า 1,800,000 บาทต่อปี ต้องมีหน้าที่จดทะเบียนเป็น ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และจัดทำรายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ และยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมชำระภาษี ด้วยครับ

 

3. ไม่เสียภาษีได้ไหม

มาถึงข้อถัดมา “ไม่เสียภาษีได้ไหม” ตอบเลยครับว่า ไม่ได้ จะถือว่าธุรกิจที่ผู้ประกอบการทำนั้นผิดกฎหมาย ต้องรับโทษ โดยการเสียค่าปรับและดอกเบี้ย หรือเรียกว่า “เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม” อาจเสียในอัตราส่วนที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับประเภทของภาษีนั้น

และนี่เป็นเพียงความรู้เรื่องภาษีอย่างคร่าวๆ ที่ผู้ประกอบการ SMEs ต้องเรียนรู้เบื้องต้นสำหรับการทำธุรกิจ E-Commerce และการเสียภาษีให้กับรัฐอย่างถูกต้องและโปร่งใสจะนำมาซึ่งความสบายใจในการทำธุรกิจด้วยนะครับ

 

อ้างอิงข้อมูลจาก : rd.go.th, krungsri.com