วิธีอะไรบ้าง ? จัดการคลังสินค้า ต่อธุรกิจ E-Commerce ให้อยู่หมัด

หลังจากได้อธิบายการจัดคลังและสต๊อกสินค้านั้นว่ามีความสำคัญอย่างไรต่อผู้ประกอบการ SMEs ที่เริ่มต้นธุรกิจออนไลน์ไปแล้ว

 

วันนี้เรานำ 8 เทคนิคที่จะช่วยให้คลังและสต๊อกสินค้าของคุณเป็นไปอย่างมีระบบ มีแบบแผน เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต ง่ายๆ ครับ การวางรากฐานที่เป็นระบบจะยิ่งทำให้ธุรกิจของคุณราบรื่นโดยไร้อุปสรรคกันเลยทีเดียว

ทั้งนี้ วิธีการบริหารจัดการสต๊อกสินค้าที่นำมาแนะนำวันนี้ เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ SMEs อย่างมาก ยิ่งคุณสามารถจัดการได้ เชื่อได้ครับว่าสู่ความสำเร็จอย่างแน่นอน ดังนั้น มาเริ่มต้นกันเลยครับ

 

1. แยกประเภทสินค้าด้วยรหัสสินค้า

เห็นหัวข้อนี้ผู้ประกอบการ SMEs หลายคนอาจคิดว่ามันดูยุ่งยากใช่ไหมครับ แต่เป็นวิธีที่จะช่วยให้คุณค้นหาสินค้าเจอ โดยวิธีก็ง่ายมากครับ คือทำการแยกประเภทสินค้าด้วยรหัสสินค้าและติดป้าย Label หรือ Barcode (ถ้ามี)ให้กับสินค้าทุกชิ้น และทำการอ้างอิงให้ตรงกับรายการสินค้าที่ลงขายในร้านค้าออนไลน์

 

2. แยกประเภทสินค้าด้วยความเร็วในการขาย

สำหรับการแยกประเภทสินค้าที่ขายเร็ว หรือขายช้าออกจากกัน จะช่วยและจัดให้สินค้าขายเร็ว อยู่ในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ง่าย เพื่อให้สะดวกในการนำสินค้ามาบรรจุหีบห่อ หลังจากที่ลูกค้ากดสั่งซื้อออนไลน์ ซึ่งวิธีนี้จะเพิ่มความรวดเร็วและสร้างความประทับใจเมื่อสินค้าส่งถึงผู้รับทันที

 

3. จัดการ Stock Keeping Unit (SKU)

ข้อต่อมา คือการกำหนด Stock Keeping Unit (SKU) ให้กับสินค้าที่ขายให้มีความแตกต่างกันชัดเจน เพื่อความสะดวกสำหรับคนจัดสินค้าให้สามารถจัดสินค้าที่ผู้ซื้อสั่งได้ถูกต้องตรงตามรายการสั่งซื้อ และช่วยให้การจัดการสต๊อกในระบบหลังร้านมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

4. กำหนดจำนวนสินค้าในคลัง

โดยระบุจำนวนสินค้าแต่ละประเภทที่มีในคลังสินค้าของเราจริงๆ ซึ่งส่วนใหญ่ร้านค้าจะสามารถจัดส่งสินค้าที่มีในคลังได้รวดเร็ว และนี่จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีให้กับผู้ซื้อที่ต้องการสินค้าเร็ว

 

5. รู้ระยะเวลาจัดส่งสินค้าจากผู้ผลิต

สินค้าดีใครๆ ก็อยากได้ครับ หากยิ่งมีรายการสั่งซื้อเข้ามาเกินจำนวนสินค้าในคลัง ผู้ประกอบการ SMEs ควรกำหนดระยะเวลาในการสั่งสินค้าแต่ละตัว และควรปรับเพิ่มระยะเวลาเตรียมสินค้าเพื่อจัดส่งให้สอดคล้องกับวันที่สินค้าจากผู้ผลิตจะมาส่งที่ร้านค้าด้วยนะครับ เพื่อไม่ให้การจัดส่งสินค้าไปยังผู้ซื้อเกิดความล่าช้ากว่ากำหนด โดยอาจทำให้ผู้ซื้อขอคืนเงินหรือให้คะแนนความพึงพอใจในระดับต่ำได้

 

6. จัดระเบียบให้กับสถานที่เก็บสินค้า

อย่าลืมว่าเมื่อสินค้ามีผู้คนออนไลน์กดสั่งซื้อมากขึ้น ระบบการจัดสต๊อกจึงไม่ควรละเลย ตั้งแต่การทำรายการสถานที่เก็บสินค้าทุกชิ้น เช่น สถานที่ตั้งคลังสินค้า เลขที่ชั้นวางสินค้า, การทำป้ายกำกับชั้นวางสินค้า โดยมีเลขที่ชั้นวางสินค้ากำกับในทุกชั้น, การทำรายการสินค้าทั้งหมดที่วางอยู่ในชั้นวางสินค้าแต่ละชั้นพร้อมบอกจำนวนชิ้นทั้งหมด

หากมีการนำสินค้าออกจากชั้นวาง อย่าลืมทำการหักจำนวนสินค้าออกจากรายการที่หน้าชั้นวางและหักจากรายการสินค้าที่บันทึกไว้ด้วย เพื่อการตรวจสอบสต๊อกสินค้าในภายหลัง ซึ่งวิธีการดังกล่าวจะทำให้ผู้ประกอบการ SMEs ไม่สับสน

 

7. ตรวจสอบคลังสินค้าประจำ

การกำหนดวันที่ต้องเช็คสต๊อกเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ประการ SMEs ต้องเริ่มต้นทำนะครับ หากอยากประสบความสำเร็จบนเส้นทางธุรกิจออนไลน์  โดยอาจกำหนดเป็นทุกวัน ทุกสัปดาห์ หรือทุกเดือน เพื่อเป็นการตรวจสอบจำนวนสินค้าคงคลัง เปรียบเทียบกับจำนวนสินค้าที่ขายได้ และนำมาคำนวณยอดรายได้ กำไร และวางแผนการสั่งซื้อสินค้าในครั้งต่อไป จะได้ไม่เกิดความผิดพลาดที่ต้องเสียเงินลงทุนยังไงละครับ

 

8. เตรียมกล่องพัสดุล่วงหน้า

ขั้นตอนการจัดส่งเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญของการบริการ ดังนั้น ผู้ประกอบการ SMEs ควรจัดซื้อกล่องพัสดุหลากหลายขนาดที่พอเพียงสำหรับส่งสินค้าไว้ล่วงหน้า เพื่อให้การบรรจุและจัดส่งสินค้าทำได้ทันทีและรวดเร็ว โดยควรทำการประเมินจากรายการสั่งซื้อที่เคยเกิดขึ้น อย่าสั่งมาไว้ก่อนโดยที่ไม่เคยสำรวจสินค้าที่ขายออกไป เพราะเราใช้เงินสดในการสั่งซื้อกล่องเหล่านี้ และหากยิ่งไม่ได้ใช้ด้วยแล้วเงินทุนก็จมตรงนี้

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไรก็ตาม ผู้ประกอบการ SMEs จะต้องเรียนรู้และวางแผนถึงกระบวนการตั้งแต่หน้าร้านจนถึงการแพ็คสินค้า อย่างละเอียด เพื่อให้คุณดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่น ไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับการหาสินค้าไม่เจอ เกิดความล่าช้าในการส่งสินค้า เป็นแบบนี้บ่อยๆ ลูกค้าก็หนีหายหมด

อ้างอิงจากข้อมูล : weloveshopping.com, sahutsa.com